กริมัล (Francesco Maria Grimaldi พ.ศ.2161-2206) เป็นผู้เห็นสมบัติการเลี้ยวเบนของแสงในปี พ.ศ.2203 ได้เป็นคนแรก
รูปการวิเคราะห์การเกิดแถบมืดแถบสว่างต่างๆ บนฉากเมื่อแสงผ่านสลิตเดี่ยว
สำหรับสาเหตุการเกิดแถบสว่างที่ O ซึ่งเป็นจุดกึ่งกลางฉากที่อยู่ไกลจากสลิต อธิบายได้ดังนี้ ตามรูปตามหลักของฮอยเกนส์ทุกจุดบนสลิตเดี่ยว AC จะทำหน้าที่เป็นแหล่งกำเนิดแสงที่มีเฟสตรงกันและกระจายแสงออกโดยรอบ O ห่างจากทุกคู่ จุดบน AB และ AC เท่ากัน ดังนั้น คลื่นแสงจากทั้งสองสองส่วนนี้จึงแทรกสอดแบบเสริมกันตลอดเวลา จุด O จึงเป็นจุดกึ่งกลางของแถบสว่าง
ในการหาแถบมืดที่ 2 ที่ Q พิจารณาแบ่งความกว้างของสลิตเป็น 4 ส่วน เท่าๆ กัน คือให้ A1 และ B2 เป็นจุดแบ่งครึ่ง AB ตามลำดับ ดังรูป
ในช่วง AA1 และ A1B พิจารณาคลื่นจากแหล่งกำเนิดแสง A กับ A1 และทุกคู่ที่อยู่ถัดจาก A และ A1 ลงมาเท่ากัน เมื่อแทรกสอดแบบหักล้างกันที่ Q และในทำนองเดียวกันสำหรับคลื่นจากแหล่งกำเนิดแสงทุกคู่ ในช่วง BB1 และ B1C ดังนั้น เมื่อพิจารณาในทำนองเดียวกันกับการหาแถบมืดที่ P จะได้
หรือถ้าจะหาแถบมืดที่ 3 ให้แบ่งสลิตออกเป็น 6 ส่วนเท่ากัน แล้วใช้วิธีการเดียวกับข้างต้น สามารถสรุปเป็นเงื่อนไขทั่วไปสำหรับการเกิดแถบมืดหรือการแทรกสอดแบบหักล้างของปรากฏการณ์การเลี้ยวเบนเมื่อแสงผ่านสลิตเดี่ยว
ปรากฏการณ์การเลี้ยวเบนของแสงโดยสลิตเดี่ยวและการแทรกสอดของแสงโดยสลิตคู่จะเกิดขึ้นพร้อมกันเสมอ เมื่อพิจารณาแถบมืดและแถบสว่างจากสลิตคู่จะพบว่าอยู่ใกล้กันยิ่งกว่าของสลิตเดี่ยว เนื่องจากแสงเลี้ยวเบนเมือผ่านสลิตแต่ละช่อง โดยมีแถบมืดและแถบสว่างเหมือนกับเหตุการณ์ที่เห็นจากการที่แสงผ่านสลิตเดี่ยวแล้วแสงที่เลี้ยวเบนโดยสลิตทั้งสองนี้ก็จะแทรกสอดกันทำให้ได้แถบมืดและแถบสว่างขนาดเล็กเกิดภายในแถบสว่างจากสลิตเดี่ยว
ตัวอย่าง สลิตเดี่ยวอันหนึ่งมีความกว้างของช่อง a เมื่อใช้แสงที่มีความยาวคลื่น 450 นาโนเมตร แถบมืดแถบแรกตกที่มุม 30° กับแนวกลาง จงหาว่าความกว้างของช่อง a มีค่าเท่าใด
แหล่งอ้างอิง https://www.myfirstbrain.com/Student7_1.aspx